Yonrawi

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แบบฝึกหัดบทที่ 3 การรู้สารสนเทศ

บทที่3 (กิจจกรรมที่3)  กลุ่มเรียนที่ 1
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0026008
ชื่อ น.ส.ยลรวิ ควนสุวรรณ์  รหัส 53011321070 PA พิเศษ

จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง
1.ข้อใดเป็นความหมายที่ถูกต้องที่สุดของการรู้สารสนเทศ
ตอบ ง.ความสามารถของบุคคลในการเข้าถึง ประเมิน และใช้งานสารสนเทศ

2.จากกระบวนการของการรู้สารสนเทศทั้ง5ประการ ประการไหนสำคัญที่สุด
ตอบ ง.ความสามารถในการใช้และการสื่อสารสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้รู้สารสนเทศ
ตอบ ค.ชอบใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นเกมส์

4.ข้อใดไม่ใช่คสามสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตอบ 3.สารสนเทศมีการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะเข้า่ถึง

5.ข้อใดเป็นการเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้สารสนเทศที่ถูกต้อง
ตอบ ง.4-3-5-1-2

แบบฝึกหัดบทที่ 2

บทที่2 (กิจจกรรมที่2)  กลุ่มเรียนที่ 1
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0026008
ชื่อ น.ส.ยลรวิ ควนสุวรรณ์  รหัส 53011321070 PA พิเศษ

จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.ให้นิสิตหารายชื่อเว็ปไซต์หรือเทคโนโลยีที่ให้บริการต่างๆ ตามหัวข้อเหล่านี้มาอย่างละ 3รายการ
1.1 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสาขาการศึกษา
ตอบ www.kroobannok.com, www.reg.msu.ac.th, www.msu.ac.th
1.2การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพธุรกิจ พานิชย์ และสำนักงาน
ตอบ www.uob.co.th, www.kasikornbank.com, www.tmbbank.com
1.3 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพการสื่อสารมวลชน
ตอบ www.thairath.co.th, www.dailynews.co.th, www.komchadluek.net
1.4 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพทางอุตสาหกรรม
ตอบ www.industry.go.th, www.panasonic.com, www.samsung.com
1.5 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพทางแพทย์
ตอบ www.bumrungrad.com/thai, www.aikchol.com, www.phyathai.com/
1.6 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพทหารตำรวจ
ตอบ www.royalthaipolice.go.th, www.rpca.ac.th, www.policeadmission.org/
1.7 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพวิศวกรรม
ตอบ www.civilclub.net, www.surveyin-ng.blogspot.com/,www.thaiengineering.com/
1.8 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพด้านเกษตรกรรม
ตอบ www.sathai.org, www.moac.go.th/, www.kasetporpeang.com
1.9 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับคนพิการต่างๆ
ตอบ www.apht-th.org, www.baanphrapradaeng.com/th/, www.wiriya.net

2.มหาวิทยาลัยมหาสารคามเตรียมเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาให้กับท่าน มีอะไรบ้าง บอกมาอย่างน้อย 3 อย่าง
ตอบ www.reg.msu.ac.th, www.msu.ac.th, www.genedu.msu.ac.th/home

3.ข้อ2 จงวิเคราะห์ว่าท่านจะเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองอย่างไรบ้าง
ตอบ เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่ฉันในการทำกิจกรรมเรื่องเรียนในระดับอุดมศึกษา ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียน ข่าวสารของมหาวิทยาลัย ตารางเรียน ตารางสอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันไม่พลาดที่จะทำหน้าที่ของตนเอง ช่วยให้ก้าวทันผู้อื่น

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แบบฝึกหัดบทที่ 1

บทที่1 (กิจจกรรมที่1)  กลุ่มเรียนที่ 1
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0026008
ชื่อ น.ส.ยลรวิ ควนสุวรรณ์  รหัส 53011321070 PA พิเศษ

จงเติมช่องว่างว่าข้อใดเป็นข้อมูล หรือสารสนเทศ
1.ข้อมูลหมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผลซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน เพศ อายุ เป็นต้น

2.ข้อมูลปฐมภูมิคือ สารสนเทศที่ได้มาจากต้นแหล่งโดยตรงเป็นสารสนเทศทางวิชาการ รายงาน วิจัย การค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม


3.ข้อมูลทุติยภูมิคือ สารสนเทศที่รวบรวมเรียบเรียงขึ้นใหม่จากสารสนเทศปฐมภูมิ 

ยกตัวอย่างเช่น สื่ออ้างอิงประเภทต่างๆ วารสารที่มีการสรุปย่อและตีความ ตำรา พจนานุกรม สารานุกรม

4.สารสนเทศหมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ เช่น หาค่าเฉลี่ยหรือใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น การวิจัยดำเนินงาน เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไปให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจให้คำตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ สารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร เสียง หรือรูปภาพต่าง ๆ แต่จัดเนื้อเรื่องให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย  สารสนเทศไม่ใช่จำกัดเฉพาะเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น


5.จงอธิบายประเภทของสารสนเทศ จำแนกออกเป็น2ประเภทได้แก่ 1.จำแนกตามแหล่งสารสนเทศ เป็นการจำแนกสารสนเทศตามการรวบรวมหรือจัดกระทำกับสารสนเทศ และ ตามสื่อจัดเก็บ 2.สารสนเทศจำแนกตามสื่อที่จัดเก็บ เป็นการจำแนกสารสนเทศตามชนิดของสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล ข่าวสาร ตวามรู้ ได้แก่ กระดาษ สัสดุย่อส่วน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อแสง

6.ข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆที่อาจเป็นตัวเลขข้อความรูปภาพเสียงคือ ข้อมูลที่เราพบเห็นทุกวันนี้ มีหลายรูปแบบ เช่น เป็นตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียงต่าง ๆ

7.ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเป็น ข้อมูลที่มีอยู่รอบๆ ตัวเรามีเป็นจำนวนมากในการใช้งานจึงต้องมีการประมวลผลเพื่อให้เกิดประโยชน์ กิจกรรมหลักของการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศจึงประกอบด้วยกิจกรรมการ เก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องด้วย กิจกรรมการประมวลผลซึ่งอาจจะเป็นการแบ่งแยกข้อมูลการจัดเรียงข้อมูล การคำนวณ และกิจกรรมการเก็บรักษาข้อมูลซึ่งอาจต้องมีการทำสำเนา ทำรายงาน เพื่อแจกจ่าย

8.ส่วนสูงของเพื่อนที่ถามจากเพื่อนแต่ละคนเป็น ข้อมูล
9.ผลของการลงทะเบียนเป็น สารสนเทศ
10.กราฟแสดงจำนวนนิสิตในห้องเรียนวิชาวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน Section วันอังคารเป็น ข้อมูล

ความรักกับกรุ๊ปเลือด

เอาเรื่องของ"ความรักกับกรุ๊ปเลือด"มาฝากกัน^^

กรุ๊ป
คุณเป็นคนพูดเก่ง คุยเก่ง เป็นคนชอบพูด สนุกสนาน คุยกับคนอื่นได้ง่าย แต่ในด้านความรักคุณกลับไม่กล้าพูด นิ่งเงียบไม่กล้าแสดงออกว่ารักใครชอบใคร โอกาสผิดหวังจากความรักมีมาบ่อยๆ เพราะกว่าที่คุณจะแสดงให้รู้ว่ารักหรือชอบใคร เขาก็ไปจากคุณทุกที ทำให้คุณคิดมากเรื่องความรัก ถึงแม้ว่าจะผ่านความผิดหวัง มาบ่อยครั้งก็ตามเนื่องจากคุณจดจำฝังใจเรื่องราว ที่ทำให้ทุกข์ใจ เศร้าใจ ลืมยาก และต้องใช้เวลานานกว่าที่จะลืมเลือนอดีต ถ้าหากคุณไม่อยากผิดหวังควรแสดงให้ให้เขารู้บ้างว่าคุณเองก็มีใจให้ อย่าปล่อยเวลาให้สายเกินไปจนตัวเองต้องเสียใจ



กรุ๊ป 
คุณสามารถเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างในพูดคุย มีการแอคชั่นท่าทางให้คนอื่นดู โดยที่คุณเองก็ไม่มีอาการเขินอายอะไร แม้กระทั่งเรื่องราวของความรักคุณก็ยังมีการคิดหาวิธีการต่างๆเรียกร้องความสนใจ เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าคุณชอบเขา และความใจร้อนที่คุณแสดงออกว่าชอบใครอาจจะทำให้คุณผิดหวังได้ แต่ก็ไม่นานเพราะคุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็ว ลืมง่าย ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากผิดหวังบ่อยๆอย่าใจร้อนเรื่องความรักและ อย่าแอคชั่นท่าทาง จนดูโอเว่อร์มากเกินไป คุณจะกลายเป็นตัวตลก คนที่ชอบคุณอาจจะอายแทนคุณได้




กรุ๊ป
คุณเป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูด ใจเย็นเรื่องความรัก เก็บความรู้สึกเก่ง เป็นคนมีเสน่ห์มีคนมารักมาชอบเยอะ แต่คุณไม่ชอบแสดงออกเก็บนิ่ง เก็บความรู้สึก ทั้งเรื่องส่วนตัวเรื่องรัก นิ่งไปทุกๆอย่าง ทำให้ใครๆ ไม่ค่อยอยากคุยกับคุณ ทั้งๆ ที่คุณเป็นคนมีเสน่ห์ เพราะคนที่ชอบคุณอาจเกิดความท้อแท้ กับการใจเย็น การกไม่พูด การไม่แสดงความรู้สึก ดังนั้น คุณควรแสดงออกเรื่องความรัก เสียบ้าง พูดบ้าง อย่านิ่ง จนดูน่ากลัว หรือวางตัวจนใครๆ เข้าถึงตัวยาก ให้ปล่อยวาง ทำตัวสบายๆ รับรองความรักวิ่งเข้าหาคุณอย่างแน่นอน






กรุ๊ป
คุณเป็นคยฉลาดแต่อ่อนไหวและชอบเข้าข้างตัวเอง คิดว่าตัวเองชนะอยู่เสมอ ชอบโต้แย้งโต้เถียง โดยไม่สนใจใครๆ เรื่องความรักก็เข้าข้างตัวเองอาจทำให้หลงตัวเอง คิดว่ามีเสน่ห์ มัดใจคนอื่นเสมอๆ ทำให้ คุณไม่ค่อยแคร์ ความรักมากนัก จึงทำให้ คุณอาจรักใครแบบจริงจังไม่เป็น จนอาจกลายเป็นคนกระด้างเรื่องความรัก ขาดความอ่อนหวาน เอาแต่ชนะ โอกาสอยู่คนเดียวมีสูงมาก เพราะใครๆ จะอดทนกับคุณไม่ค่อยได้ และ คุณชอบรักไปเรื่อยๆ ทำให้ ขาดคนที่รักจริง

โรคอ้วน


โรคอ้วน


ก็แค่พุงใหญ่ จะเป็น "โรค" ได้อย่างไร? (ไทยรัฐ)ข้อมูลโดย ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี

          โรคอ้วนลงพุง ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดา แต่เป็นภาวะอ้วนที่มีไขมันสะสมบริเวณช่วงเอว หรือช่องท้องปริมาณมาก ๆ และก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายระบบ ในทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Metabolic syndrome ถือเป็นกลุ่มความผิดปกติที่ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย ดังนั้นภาวะอ้วนลงพุง จึงนับว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้


ไขมันที่พุงอันตรายกว่าไขมันส่วนอื่นของร่างกายอย่างนั้นหรือ?

          โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นไขมันตรงส่วนใด หากมีมากเกินไปก็ถือว่าไม่ดีทั้งนั้น แต่ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือบริเวณพุงจะสลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ส่งผลให้ในกระแสเลือดมีกรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยกรดไขมันชนิดนี้จะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง และอาจส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตีบและอุดตันได้

          พบว่าในคนอ้วนลงพุงจะมีระดับฮอร์โมน Adiponectin ในกระแสเลือดลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบในเซลล์ไขมันเท่านั้น ระดับ Adiponectin ในเลือดที่ต่ำจะสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเป็นตัวทำนายการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

          นอกจากนี้ เชื่อว่าความอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการสะสมไขมันในเนื้อตับ เพราะกรดไขมันอิสระที่ออกมาจากไขมันบริเวณพุงจะเข้าสู่ตับโดยตรงได้มากกว่าไขมันบริเวณสะโพก ซึ่งกรดไขมันที่สะสมภายในตับหากเกิดในช่วงที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนเกินที่สารต้านอนุมูลอิสระสามารถรับมือไหว จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับตามมาอีกด้วย ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคตับมากกว่าคนที่มีไขมันสะสมที่สะโพก

คุณ! พุงโตเกินไปหรือไม่?

          รอบเอวเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนที่ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องใช้การคำนวณ สำหรับคนเอเชีย ในปัจจุบันการวินิจฉัยว่าใครจัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนลงพุงบ้าง จะใช้เกณฑ์ดังนี้

           เส้นรอบเอวของผู้ชายตั้งแต่ 36 นิ้วขึ้นไป และสำหรับผู้หญิงตั้งแต่ 32 นิ้วขึ้นไป
           มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
           มีระดับ HDL คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 มก./ดล.ในผู้หญิง
           ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่
           ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า 100 มก./ดล.


          พบว่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเพียง 3 ข้อจากเกณฑ์ข้างต้น จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มเป็น 3 เท่า และเกิดโรคเบาหวานเพิ่มถึง 24 เท่า

          นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ อีกที่ส่งผลให้เกิด Metabolic syndrome อาทิ ยิ่งอายุมากก็มีโอกาสเป็นสูงขึ้น พบว่าคนผิวดำจะมีโอกาสพบโรคมากกว่า คนอ้วนมีความเสี่ยงมากกว่าคนผอม ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง นอกจากนั้นยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอื่นๆ ได้ง่าย เช่น ความดันโลหิต เป็นต้น


ลดพุง...ลดโรค
          การรักษา Metabolic syndrome หรือ โรคอ้วนลงพุง นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตเป็นอันดับแรก เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารที่รับประทาน บริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดการดื่มสุรา ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน หรือความดันโลหิตได้ อาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาในการควบคุมร่วมด้วย เป้าหมายในการใช้ยาก็เพื่อลดระดับไขมัน Triglyceride เพิ่มระดับไขมัน HDL(ทำหน้าที่เก็บกวาดคอเลสเตอรอลจากหลอดเลือดไปขจัดที่ตับ นับว่าเป็นไขมันชนิดดี) และลดระดับไขมัน LDL(ทำหน้าที่นำคอเลสเตอรอลออกจากตับไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ถือว่าเป็นไขมันชนิดไม่ดี) ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวาน

          พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งพุงโตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะสมโรคมากขึ้นนั่นเอง รู้อย่างนี้แล้ว หันมาออกกำลังกายวันละนิด ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมทีละน้อย ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวแล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันโรคภัยต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย...

มะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

          

ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปากมดลูก           - การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
           - การมีคู่นอนหลายคน หรือฝ่ายชายที่เราร่วมหลับนอนมีคู่นอนหลายคน
           - การคลอดบุตรจำนวนหลายคน
           - การสูบบุหรี่
           - การมีภาวะคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะเป็นโรคเอดส์
           - การสูบบุหรี่
           - พันธุกรรม
           - การขาดสารอาหารบางชนิด

           ปัจจัยเสี่ยงจากฝ่ายชาย ที่อาจทำให้ผู้หญิงเป็น มะเร็งปากมดลูก

           - ผู้ชายที่มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
           - ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
           - ผู้หญิงที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
           - ผู้หญิงที่มีสามีเคยมีภรรยาเป็น มะเร็งปากมดลูก
           - ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

อาการและการรักษา โรค มะเร็งปากมดลูก
           โรค มะเร็งปากมดลูก มักพบในผู้หญิงอายุ 35 - 60 ปี แต่ก็อาจพบ มะเร็งปากมดลูก ก่อนวัยอันควรได้  ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก จะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ซึ่งอาการที่พบในผู้ป่วย โรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

            อาการตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90  ของผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น มีเลือดปน หรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ ถ้าเป็นมากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้าง หรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานก็จะมีอาการปวดหลังได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาท

            อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามหรือไปสู่อวัยวะอื่นๆ ได้แก่ ขาบวม ปวดหลัง  ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

           โรค มะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น 0-4 ระยะ ดังนี้
           ระยะ 0  คือ เซลล์มะเร็งยังไม่กระจาย วิธีรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 0 คือ ผ่าตัดเล็ก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที และตรวจติดตามอาการ การรักษาระยะนี้ได้ผลเกือบ 100%

           ระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งอยู่ที่ปากมดลูก การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 1 คือผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน ซึ่งได้ผลดีถึง 80%

            ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งกระจายออกจากปากมดลูก โดยยังไม่ไปไกลมาก แต่ก็ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 2 นี้ ต้องรักษาด้วยการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด  (คีโม) ได้ผลราว 60%

            ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งกระจายชิดเชิงกราน การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 3 คือใช้รังสีรักษา และการให้เคมีบำบัด การรักษาระยะนี้ได้ผลประมาณ 20-30%

           ระยะที่ 4 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 4 คือการให้คีโม และรักษาตามอาการ โดยหวังผลได้เพียง 5-10% และโอกาสรอดน้อยมาก แต่ก็ไม่แน่ โดยมีผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก บางรายสามารถอยู่ต่อได้นานถึง 1-2 ปี จึงเสียชีวิต

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรค มะเร็งปากมดลูก            การผ่าตัด ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่อาจเกิดได้ ได้แก่ การตกเลือด การติดเชื้อ อันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียง
            การฉายแสง (ระยะเวลา 1-2 เดือน) ผลข้างเคียง คือ ผิวแห้ง ปัสสาวะมีเลือดปน อ่อนเพลีย
            ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงคือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มือเท้าชา ซึ่งขึ้นกับยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้

ผู้หญิงควรจะเริ่มตรวจหาโรค มะเร็งปากมดลูก เมื่อใด
           ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุ ควรมาตรวจคัดกรองเชื้อ มะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pap Smear)   อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มเมื่อ อายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ในกรณีที่เริ่มพบความผิดปกติแพทย์อาจนัดให้ไปตรวจถี่ขึ้น

           ทั้งนี้ แพปสเมียร์ คือ วิธีการตรวจหาความผิดปกติ หรือโรค มะเร็งปากมดลูก ที่ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาเพียง 2–3 นาทีเท่านั้น เป็นการตรวจที่ทำควบคู่ไปกับการตรวจภายในของผู้หญิง แพทย์จะสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด โดยใช้ไม้ขนาดเล็กขูดเบาๆ เพื่อเก็บเซลล์มาป้ายบนแผ่นกระจก และนำไปตรวจหาความผิดปกติ โดยก่อนที่จะตรวจ ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม ไม่ควรตรวจในช่วงระหว่างมีประจำเดือน งดการมีเพศสัมพันธ์ และงดการสวนล้างช่องคลอด หรือสอดยาใดๆ ก่อนเข้าทำการตรวจ ข้อดีคือ วิธีการตรวจแบบแพปสเมียร์นี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็น โรคมะเร็งปากมดลูก ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

เคล็ด(ไม่)ลับ...โรคนอนไม่หลับ


เคล็ด(ไม่)ลับ...โรคนอนไม่หลับ

             ใครที่เคยมีอาการเข้านอนแล้วหลับยากหรือตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้หรือตื่นเช้ามืดกว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือ หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ระวังเสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับ

              อาการนอนไม่หลับ เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายหลายชนิด โรคทางจิตเวชหลายโรค หรือ อาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด จากสารบางอย่างที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมองเช่น สารคาเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น โคล่า แป๊บซี่) เครื่องดื่มชูกำลังหลายยี่ห้อ นอกจากนี้การดื่มสุราอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้นอนไม่หลับ
              อาการนอนไม่หลับมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ เข้านอนแล้วหลับยาก หรือ ตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือ ตื่นเช้ามืดกว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือ หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ซึ่งผู้ที่นอนไม่หลับหรือหลับไม่เพียงพอ มักจะมีอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน สมองไม่ปลอดโปร่ง อาจหงุดหงิด อาจง่วงซึม หรือหลับมากในตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการเรียน การทำงานลดลง นอกจากนี้อาจมีอาการของโรคต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการนอนไม่หลับด้วย เช่น ตอนกลางคืนนอนกรนเสียงดัง หรืออาจหยุดหายใจเป็นพัก ๆ หรืออาจมีอาการของโรคซึมเศร้า คือรู้สึกซึม เศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ หดหู่ เบื่ออาหาร เบื่อชีวิต คิดอยากตาย
              วิธีการดูแลตัวเอง เพื่อให้นอนหลับฝันดีไปตลอดทั้งคืน
              1. เริ่มแรก ค้นหาสาเหตุ และกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย หรือโรคทางจิตเวช ก็ต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ดีขึ้น อาจใช้ยาช่วยให้นอนหลับในช่วงเริ่มต้นและใช้ยาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เมื่อความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือความเจ็บป่วยทางจิตเวชดีขึ้น อาการนอนไม่หลับก็จะหมดไป และสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น
              2. การดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วจะช่วยให้ระบบทำงานต่าง ๆ ในร่างกายดีขึ้น ยกเว้น ก่อนนอน แต่อาจเปลี่ยนเป็นการดื่มนมอุ่น ๆ 1 แก้ว หรือรับประทานกล้วย 1 ผล ก็ช่วยให้หลับได้ดีขึ้น
              3. ห้องนอน ควรใช้สีอ่อน ๆ ดูสบายตาในการตกแต่ง อย่าง สีโทน Pastel จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวหรือเย็นเกินไป ไม่ให้มีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศที่สงบเงียบ อาจมีเสียงเพลงเบาๆ เป็นต้น และควรใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น ไม่ใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร เล่นเกมส์ต่างๆ ร่วมกัน
              4. มื้อเย็นควรหลีกเลี่ยง อาหารรสเผ็ดจัด มิฉะนั้นอาจเกิดอาการจุดเสียดปวดท้องและทำให้นอนไม่หลับได้
              5. การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในตอนเย็น หรือก่อนนอน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนเช้า สัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 20-30 นาที จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น และหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน การออกกำลังกายแต่พอเหมาะจะทำให้ดีต่อสุขภาพและช่วยให้หลับสบาย แต่ทางที่ดีควรทำให้เสร็จก่อนนอน 3 ชั่วโมง ไม่งั้นอาจทำให้ประสาทตื่นตัวและนอนไม่หลับได้
              6. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมอง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น เป๊ปซี่ โคล่า) เครื่องดื่มชูกำลังต่าง ๆ ในตอนบ่าย ตอนเย็น หรือช่วงก่อนนอน แน่นอนว่าเครื่องดื่มเหล่านี้มีส่วนทำให้นอนไม่หลับเนื่องจากมีคาเฟอีนอยู่ คนที่นอนไม่ค่อยหลับ ไม่ควรดื่มแต่ถ้าห้ามใจไม่ได้ก็ดื่มแบบไม่มีคาเฟอีนดีกว่า
              7. วิตามิน ซี ดี บีรวม และแคลเซียมมีผลต่อระบบประสาท ทั้งยังช่วยลดความกระวนกระวายได้
              8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทั้งสุรา เหล้า เบียร์ ไวน์ อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพราะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทได้ในกรณีที่ดื่มติดต่อกันนานๆ ถ้าทำได้อาจช่วยให้ง่วงและนอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าดื่มจะส่งผลต่อประสาทและอาจทำให้ฝันร้ายได้
              . จิตใจฟุ้งซ่าน ย่อมทำให้นอนไม่หลับ ลองนั่งสมาธิ หรือทำโยคะดูจะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น หรือจะนอนนับแกะก็ได้
              10. หลีกเลี่ยงการดูภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่ตื่นเต้นในช่วงก่อนเข้านอน
              11. ถ้าเข้านอนไปแล้วประมาณ 20-30 นาที ยังนอนไม่หลับ ไม่ควรข่มตาให้หลับควรจะลุกออกจากเตียงไปทำกิจกรรมเบาๆ ที่ส่งเสริมให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น อ่านหนังสือผ่อนคลายสมอง อ่านหนังสือบันเทิง ฟังเพลงเย็นๆ อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทปธรรมะ เป็นต้น
              12. พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดต่างๆ ด้วย วิธีนี้จะช่วยให้วงจรการหลับ-การตื่นของคนเราให้ทำงานได้ดี ไม่เกิดปัญหา
              13. ยาช่วยให้นอนหลับ ควรรับประทานเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 2-6 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ติดยา เกิดภาวะดื้อยา ต้องพึ่งยาตลอดไป อาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม หรือความจำถดถอยลงได้
              ถ้าคุณอยากหลับสบายทั้งคืน คุณลองสังเกตและลดพฤติกรรมที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคนอนไม่หลับ เพียงแค่นี้คุณก็จะนอนหลับสบายทั้งคืน แถมยังมีสุขภาพที่ดีตามมาด้วย.... 

โรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ กับฝุ่นที่ทำงานและห้องนอน (เดลินิวส์)

          โรคภูมิแพ้ เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย ในที่นี้หมายถึงภูมิแพ้จากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศเรามองไม่เห็น ทำให้เกิดอาการแพ้ คันจมูก น้ำมูกไหล เป็นไม่มากแต่เรื้อรังก่อความรำคาญให้ไม่สะดวกในการทำงาน สาเหตุป่วยเป็น โรคภูมิแพ้ ก็รู้ๆ อยู่แต่ไม่สามารถแก้ไขให้หายขาดได้ เพราะฝุ่นมีอยู่ทั่วไป ทำให้เป็นโรคเรื้อรังประจำตัวกันมาก

          โรคภูมิแพ้ เรื่องแพ้ฝุ่นละอองบางคนโชคดีไม่แพ้ ผู้ที่แพ้จะมีอาการมากน้อยต่างกัน ตั้งแต่คันจมูก คันตา น้ำมูกใส จามบ่อย แน่นจมูก เจ็บคอ ไปจนถึงอาการมากแน่นหอบหายใจไม่ค่อยออกแบบหอบหืด จะเห็นมาโรงพยาบาลกันบ่อยตอนเช้ามืด มาสูดดมออกซิเจน กันสักพัก พอค่อยดีขึ้นจึงค่อยกลับไป

          สารทำให้เป็น โรคภูมิแพ้ ที่พบบ่อยมี ฝุ่น นุ่น ละอองเกสรพืช ไรฝุ่น ขนสัตว์จากสุนัขและแมวไปจนถึงเชื้อราในอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิของอากาศเป็นตัวช่วย บางครั้งอากาศหนาวเย็นจะมีอาการแพ้ง่ายขึ้น ภาวะมลพิษ บางคนอยู่ในบ้านหรือในตัวเมืองแพ้ พอออกไปอยู่ริมทะเลได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย หรืออยู่บนที่สูงภาวะมลพิษน้อย อาการอาจทุเลาลงหรือหายไป รู้สึก สดชื่นสบายขึ้น หรือบางท่านว่าอาจเกิดจากพันธุกรรมได้ถึง 75%

          โรคภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจได้แก่ หืด จมูกอักเสบ คาดว่ามีถึง 18 ล้านคน แพ้จากไรฝุ่นราว 30% ในฝุ่น จะมีตัวไรฝุ่นแฝงอยู่ เรามองไม่เห็น ชอบอากาศชื้น ในบ้านเรือนจะเกาะอยู่ทั่วไปและ บนโต๊ะทำงาน บนหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าเรา 

          นอกจากนี้ยังอยู่ทั่วไปในบ้าน ห้องนอน ได้แก่ ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม พรมปูพื้น ผ้าม่าน ตุ๊กตา และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งวัตถุสะสมต่าง ๆ ชอบอุณหภูมิราว 25 องศา ความชื้น 70-80 หน่วย ออกไข่มาก ขยายพันธุ์รวดเร็ว ทั้งตัวและมูลมีโปรตีนก่อภูมิแพ้สูง เรียงลำดับแพ้จากมากไปน้อย คือมูล ตัวแก่ ตัวอ่อน และไข่

          การหลีกเลี่ยงไรฝุ่น จะทำให้อาการแพ้ลดลง โดยปกติถ้ามีไรฝุ่นมากกว่า 2 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัม จะทำให้เกิดการแพ้ ถ้ามากถึง 10 ไมโครกรัม จะทำให้จับหอบหืดเฉียบพลันได้การป้องกัน ทั้งๆ ที่รู้แต่การป้องกันยาก จะไปทางไหนก็มีแต่ฝุ่นทั้งนั้น ดีที่สุด ก็คือ การทำความสะอาด เอาวัตถุที่ไม่จำเป็นออกจากห้องทำงานและห้องนอนให้มากที่สุด ปัดกวาด เอาผ้าคลุมไว้ ซักผ้าคลุม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน มุ้ง บ่อยหน่อย หรือไม่ก็เอาไปตากแดด คงพอช่วยผ่อนคลายได้

          นอกจากนี้ ดอกไม้ วัชพืช ล้วนมีละออง ขนของสัตว์เลี้ยง ได้แก่ สุนัข แมว ก็เช่นกัน อาจทำให้แพ้ได้

          โรคภูมิแพ้ เป็นเรื่องที่ต้องหาสาเหตุว่ามาจากอะไร ภูมิแพ้จากทางเดินหายใจถ้ารู้ว่ามาจากฝุ่นละออง ที่ทำงานและที่นอนเป็นที่ที่เราสัมผัสมากที่สุดในชีวิตประจำวันหากได้มีการปรับปรุงแก้ไขคงจะช่วยให้ทุเลาลงได้

ผิวหน้าสวยใสของวัยรุ่น ไม่ต้องแต่งให้มากก็สวยได้

                  ดูเหมือนว่าบรรดาเครื่องประทินผิว ไม่ว่าจะเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ คลีนซิ่ง ไวท์เทนนิ่ง ลิปกลอส ลิปสติก แป้งพัฟ บลัชออน อายแชโดว์ และอีกสารพัดสารพันแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 7 ของวัยรุ่นในยุคนี้ไปแล้ว... 

ผิวหน้าสวยใสของวัยรุ่น ไม่ต้องแต่งให้มากก็สวยได้ 


            แม้จะดูฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อในสายตาพ่อแม่อย่างเราๆ แต่ก็ต้องพยายามเข้าใจวัยรุ่นหน่อยค่ะว่า ยุคของเขากับเรามันต่างกัน

สมัยเราแค่น้ำเปล่าก็ใช้ล้างหน้าได้แล้ว สิวจะขึ้นสักเม็ดสองเม็ด หน้าจะคล้ำแดดไปบ้างก็ไม่เป็นไร (ก็แดดสมัยก่อนไม่แรงเหมือนสมัยนี้) แต่ยุคนี้จะให้มาปล่อยเนื้อปล่อยตัว เป็นเด็กกะโปโลสิวเห่อเต็มหน้า เขาก็อายเพื่อนอายคนรอบข้างแย่ ทั้งสื่อ ทั้งโฆษณารึก็พูดกรอก หูอยู่ทุกวัน...

ที่เขียนอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะให้คุณๆสนับสนุนส่งเสริมให้ลูกรักสวยรักงามกันจน เกินเหตุ เพียงแต่อยากให้เริ่มต้นจากความเข้าใจกันก่อน จะได้คุยกันถูกว่าอะไรจำเป็นไม่จำเป็น...

เด็ก สมัยนี้มักจะเริ่มสนใจใช้เครื่องสำอางกันตั้งแต่ชั้นมัธยม เพราะเป็นวัยที่เริ่มใส่ใจตัวเอง พอๆกับที่เริ่มสนใจเพศตรงข้าม และเครื่องสำอางก็ดูจะเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจสำหรับเขา ทั้งในแง่ของฟังก์ชั่นและแฟชั่น

เครื่องสำอางที่เด็กๆนิยมใช้ในขั้นพื้นฐานคือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอย่างพวก โฟมล้างหน้า สบู่ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ แชมพู โลชั่น โรลออน ฯลฯ ซึ่งทำหน้าที่ตอบสนองฟังก์ชั่น คือให้ความสะอาดสดชื่น ช่วยให้หน้าดูชุ่มชื้น ไร้สิว ไร้ความมัน

ส่วนเครื่องสำอางประเภทที่มีสีสัน อย่าง ลิปสติก บรัชออน อายแชโดว์ จะเป็นเรื่องของแฟชั่นมากกว่า

พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเกี่ยงงอนเท่าไหร่เวลาที่ลูกขอเงินไปซื้อโฟมหรือเจลล้างหน้า เพราะดูเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าขอเงินไปซื้อเครื่องสำอางที่เน้นสีสัน เด็กๆ ก็เลยต้องใช้วิธีเก็บเงินซื้อเองดีกว่าถูกแม่เอ็ด แล้วก็มีข้อเท็จจริงว่าเด็กวัยรุ่นบางกลุ่มเริ่มแต่งหน้าเป็นตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยมต้น !! ตลาดเครื่องสำอางตอนนี้ก็เลยพุ่งเป้ามาที่เด็กวัยนี้มากขึ้น...

คุณพ่อคุณแม่จึงน่าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางกับลูก ดีกว่าจะปล่อยให้เขารับข้อมูลจากสื่อเพียงอย่างเดียว โดยควรบอกให้เขารู้ว่า

แท้จริงแล้ว สิวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย และมันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก วิธีป้องกันรักษาก็ไม่ยาก แค่พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สดชื่น ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และรักษาความสะอาดใบหน้าให้ดี หน้าก็ใสไร้สิวได้แล้ว

ส่วนเรื่องหน้ามันก็เป็นเพราะอากาศร้อน หรืออาจเพราะเราเป็นคนผิวมันอยู่แล้ว ไม่ก็กินอาหารที่ใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบมากเกินไป..แค่นั้นเอง

ถ้าอยากให้ผิวชุ่มชื้นโดยไม่ต้องพึ่งมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ก็ให้ดื่มน้ำและกินผักผลไม้มากๆ

ที่สำคัญคือ ถ้าไปหาซื้อเครื่องสำอางเหล่านี้มาใช้เอง ลูกอาจเจอแจ๊คพ็อต..แพ้สารเคมีจากเครื่องสำอางเข้าไปอีก แทนที่จะได้หน้าใสไร้สิว กลับจะได้หน้าเห่อมาแทนที่

ว่าแล้วก็รีบให้ข้อมูลเหล่านี้กับลูกเสียแต่เนิ่นๆค่ะ เขาจะได้เอาไปใช้ในการตัดสินใจ เผลอๆจะช่วยเก็บสตังค์ให้ยังคงอยู่ในกระเป๋าได้อีกต่างหาก

ช่วงอายุ    กลุ่มสินค้าที่สนใจ

11-14 ปี   แป้งฝุ่น ลิปกลอส เจลล้างหน้า

15-17 ปี   แป้งตลับ ลิปสติก บรัชออน และโคโลญจน์

17-24 ปี   ชุด Make up ขนาดพกพา